ซีพีลั่นกลองรบสู้หมอกควัน PM 2.5 เดินเครื่องยกระดับระบบตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมียนมา นำร่องกว่า 570,000 เอเคอร์ที่รัฐฉานใต้
ตามที่ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์โปรดิ๊วส จำกัด หรือ CPP ผู้ดำเนินธุรกิจเมล็ดพันธุ์ และ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วซ จำกัด(มหาชน) หรือ BKP ผู้ดำเนินธุรกิจจัดซื้อข้ าวโพดอาหารสัตว์ ได้ผนึกกำลังกับสมาคมอุ ตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในเมียนมา หรือ MCIA ร่วมมือกันยกระดับการตรวจสอบย้ อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในเมี ยนมา ไม่รับซื้อจากพื้นที่ป่า และพื้นที่ที่มีการเผาแปลง โดยใช้เทคโนโลยีภาพถ่ายดาวเที ยมเพื่อตรวจสอบจุดความร้อน (Hot Spot) รวมถึงใช้ระบบบล็อกเชน (Blockchain) ในการจัดเก็บและจัดการข้อมูล โดยพ่อค้าผู้รวบรวมข้าวโพดเลี้ ยงสัตว์ในเมียนมาจะเข้ามาใช้ ระบบตรวจสอบย้อนกลับที่บริษั ทในเครือซีพีพัฒนาขึ้นเพื่อร่ วมกันสร้างความเปลี่ยนแปลงในอุ ตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ในเมียนมาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ทั้งมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยนำร่องทันทีบนเนื้อที่กว่า 570,000 เอเคอร์ที่รัฐฉานใต้ ซึ่งเป็นพื้นที่เพาะปลูกข้ าวโพดขนาดใหญ่ของเมียนมา ทั้งนี้เพื่อสนับสนุ นการลดหมอกควันข้ามแดน ปกป้องสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ ซื้อทั้งในตลาดภายในประเทศและต่ างประเทศ
นายวรสิทธิ์ สิทธิวิชัย ประธานคณะผู้บริหารฝ่ายปฏิบัติ
ขั้นตอนแรกคือ การขึ้นทะเบียนคู่ค้ต่อมาเป็นขั้นตอนที่ 2 การระบุพิกัดของพื้นที่เพาะปลู กโดยใช้ภาพถ่ายดาวเทียม ขั้นตอนนี้มีการนำเทคโนโลยี ภาพถ่ายดาวเทียมเข้ามาใช้ ในการยืนยันพื้นที่การเพาะปลู กและติดตามการเปลี่ยนแปลงของพื้ นที่อย่างต่อเนื่อง การใช้ภาพถ่ายดาวเทียมจะช่วยป้ องกันการบุกรุกป่ าและการเผาแปลงเพาะปลูก
ขั้นตอนที่ 3 การตรวจสอบแนวป่า โดยตรวจสอบพื้นที่ป่าไม้ย้อนหลัขั้นตอนที่ 4 ติดตามจุดความร้อนในช่วงเดื อนมกราคมถึงพฤษภาคม ระบบตรวจสอบย้อนกลับจะมีการติ ดตามและบันทึกจุดความร้อนที่เกิ ดขึ้นในช่วงเวลาที่มีความเสี่ ยงต่อการเกิดไฟไหม้แปลงเพาะปลูก โดยเฉพาะในช่วงเดือนมกราคมถึ งพฤษภาคม ซึ่งเป็นช่วงที่มีอัตราการเกิ ดไฟไหม้สูงที่สุด ข้อมูลนี้จะช่วยป้องกั นการเผาแปลงและรักษาสิ่งแวดล้ อม โดย 1 จุดความร้อนเท่ากับพื้นที่ 15.4 ไร่
ขั้นตอนที่ 5 การตรวจสอบพื้นที่ที่ เผาแปลงเพาะปลูก ระบบจะทำการคำนวณและหักพื้นที่ ที่ถูกเผาแปลงออกจากพื้นที่ การเพาะปลูกทั้งหมด โดยคำนวณจากจำนวนจุดความร้อนที่ ตรวจพบในพื้นที่นั้น ๆ ขั้นตอนนี้เป็นการยืนยันว่าข้ าวโพดที่จัดหามานั้นมาจากพื้นที่ ที่ปลอดจากการเผาและสอดคล้องกั บหลักการพัฒนาที่ยั่งยืน
ขั้นตอนที่ 6 การยืนยันพื้นที่สุทธิและการเก็ บข้อมูลการผลิต หลังจากหักพื้นที่ป่าและพื้นที่ เผาแปลงเพาะปลูกออกแล้ว จะได้พื้นที่สุทธิที่ เหมาะสมสำหรับการเพาะปลูกข้ าวโพด ระบบนี้จะบันทึกข้อมูลการผลิตทั้ งหมด ตั้งแต่การเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว จนถึงการส่งออก เพื่อให้สามารถตรวจสอบที่ มาของข้าวโพดได้อย่างชัดเจน

นายวรสิทธิ์ กล่าวเพิ่มเติมว่า “การนำร่องในรัฐฉานตอนใต้ซึ่งมี พื้นที่เพาะปลูกข้าวโพดกว่า 570,000 เอเคอร์ จะช่วยสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับอุ ตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ของเมียนมา ระบบตรวจสอบย้อนกลับนี้ไม่เพี ยงช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นให้กั บผู้ซื้อในตลาดทั้งในและต่ างประเทศ แต่ยังลดผลกระทบทางสิ่งแวดล้ อมและเสริมสร้างความยั่งยืนให้ กับอุตสาหกรรม และขั้นตอนทั้งหกขั้นตอนนี้ได้ รับการพัฒนาโดยอาศัยเทคโนโลยี ภาพถ่ายดาวเทียมและระบบบล็ อกเชนเพื่อให้มั่นใจว่ าการเพาะปลูกข้าวโพดในเมียนมามี ความโปร่งใสและเป็ นไปตามมาตรฐานที่ยั่งยืน”
นอกจากนี้ นายอู เอ ชาน อ่อง ประธานสมาคมอุตสาหกรรมข้ าวโพดเมียนมา (MCIA) ได้แสดงความคิดเห็นถึงโครงการนี้ ว่า “ระบบตรวจสอบย้อนกลับของ CPP เป็นเครื่องมือสำคัญในการยกระดั บมาตรฐานการผลิตข้าวโพดในเมี ยนมา ช่วยให้เกษตรกรและพ่อค้ามี โอกาสเข้าถึงตลาดที่มีมาตรฐานสู ง และสร้างความมั่ นใจในกระบวนการผลิตที่ยั่งยืน ระบบนี้จะช่วยให้การจัดการห่ วงโซ่อุปทานมีความโปร่งใสยิ่งขึ้ น ทั้งยังเป็นการร่วมมือที่แข็ งแกร่งระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และเกษตรกร ซึ่งจะส่งเสริมความยั่งยื นในระยะยาว”

ดร.พโย โก โก ไนง์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท Alliance Eagles Group Limited และเลขาธิการสมาคมอุตสาหกรรมข้ าวโพดเมียนมา (MCIA) ได้เสริมถึงความสำคั ญของระบบตรวจสอบย้อนกลับ โดยเน้นถึงการปกป้องสิ่งแวดล้ อมและการลดปัญหาหมอกควันข้ามแดน โดยสมาคมฯ ได้ให้การสนับสนุนโครงการนี้อย่ างเต็มที่ พร้อมทั้งทำงานร่วมกั บเกษตรกรและพ่อค้าในพื้นที่เพื่ อตอบสนองความต้องการของตลาดที่ มีความเข้มงวดด้านสิ่งแวดล้ อมและความยั่งยืน
โครงการตรวจสอบย้อนกลับของ CPP ถือเป็นการรวมพลังจากทุกภาคส่ วนในอุตสาหกรรมข้าวโพดเลี้ยงสั ตว์ของเมียนมา เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้ บริโภคที่มุ่งเน้นความโปร่ งใสและมาตรฐานสูง ทั้งยังช่วยส่งเสริมการพัฒนาที่ ยั่งยืนในมิติของเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมในอนาคต

รัฐฉาน ตั้งอยู่ในประเทศเมียนมา ตั้งอยู่ในพื้นที่ราบสูง มีพรมแดนติดกับประเทศจีน ลาว และไทย โดยมีจังหวัดในไทยที่อยู่ใกล้ เคียง ได้แก่ เชียงใหม่ เชียงราย และแม่ฮ่องสอน มีพื้นที่ทั้งหมด 104.2 ล้านไร่ โดยสัดส่วนการใช้ที่ดินส่วนใหญ่ เป็นพื้นที่ป่าไม้ถึง 74.8% รองลงมาคือทุ่งหญ้า 15.5% และพื้นที่เกษตรกรรม 7.8% พื้นที่เกษตรกรรมของรั ฐฉานประกอบด้วยนาข้าวมากที่สุด คิดเป็น 35% ของพื้นที่เกษตรกรรมทั้งหมด ตามด้วยข้าวโพด 22% พืชตระกูลถั่ว 11% และผัก 5% ส่วนที่เหลือเป็นพืชอื่น ๆ เช่น ยางพารา ถั่วลิสง งา และอ้อย

