newsroyal projectSouth region

องคมนตรีติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่จังหวัดกระบี่ เพื่อสืบสานพระราชปณิธานรัชกาลที่ 9

วันพุธที่ 23 กรกฎาคม 2568 เวลาประมาณ 10.00 น. พลเอก กัมปนาท รุดดิษฐ์ องคมนตรี ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคใต้ พลเอก เฉลิมชัย สิทธิสาท องคมนตรี รองประธานอนุกรรมการฯ นายศุภรัชต์ อินทราวุธ รองเลขาธิการ กปร. พร้อมคณะอนุกรรมการฯ เดินทางไปยังโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่

รับฟังสรุปผลการดำเนินงานขยายผลโครงการฯ ตามที่องคมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะ เมื่อวันที่ 22 มิถุนายน 2565 เพื่อช่วยเหลือราษฎรในพื้นที่ โดยกรมชลประทานได้ดำเนินการ ดังนี้

1) ก่อสร้างถนน และขยายเขตไฟฟ้ารอบอ่างเก็บน้ำคลองหยาฯ ผิวทางลาดยางเพื่อช่วยเหลือราษฎร หมู่ที่ 1 และ 3 ตำบลปลายพระยา ให้มีถนนและไฟฟ้าใช้เป็นเส้นทางคมนาคมขนส่งพืชผลทางการเกษตร ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 83% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกันยายน 2568 2) ก่อสร้างสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าพร้อมระบบส่งน้ำ ความยาวระบบท่อส่งน้ำ 4.1 กิโลเมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรบางส่วนในหมู่ที่ 3 และ 12 ตำบลปลายพระยา ประมาณ 200 ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่บริเวณด้านเหนืออ่างเก็บน้ำ ให้มีน้ำใช้สำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ปัจจุบันดำเนินการไปแล้ว 75% คาดว่าจะแล้วเสร็จภายในเดือนกรกฎาคม 2568 และ 3) ก่อสร้างระบบท่อส่งน้ำ ความยาวรวม 3.123 กิโลเมตร เพื่อช่วยเหลือราษฎรบางส่วนในหมู่ที่ 3 และ 12 ตำบลปลายพระยา ประมาณ 210 ครัวเรือน ที่อาศัยอยู่บริเวณด้านท้ายอ่างเก็บน้ำ ซึ่งขาดแคลนน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและทำการเกษตร ปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการ

โอกาสนี้ องคมนตรี ได้ให้ข้อเสนอแนะกับราษฎรว่าพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชประสงค์ให้คนไทยทำนาเพราะข้าวเป็นอาหารหลัก และพระราชทานทฤษฎีใหม่เพื่อให้ทำเกษตรกรรมแบบผสมผสานโดยมีสัดส่วนของการทำนามากกว่าพืชชนิดอื่น เพื่อให้มีข้าวไว้บริโภค มาถึงรัชสมัยปัจจุบันพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีพระราชปณิธานสืบสานรักษาต่อยอด ทรงให้องคมนตรีติดตามความคืบหน้าโครงการและต่อยอดโครงการ และพระราชทานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในรัชสมัยปัจจุบันเพื่อบรรเทาทุกข์ให้กับราษฎร พร้อมฝากให้เยาวชนช่วยกันดูแลอ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เพื่อให้สามารถใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

จากนั้น พบปะเยี่ยมเยียนราษฎรที่ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ และตรวจเยี่ยมสภาพพื้นที่ พร้อมทั้งปล่อยพันธุ์ปลาตะเพียนและปลาสุลต่านชนิดละ 50,000 ตัวลงในอ่างเก็บน้ำฯ เพื่อเป็นแหล่งโปรตีนสูงแก่ราษฎรในพื้นที่

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2530 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริสรุปความว่า “…ให้ส่งเสริมราษฎรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึก จังหวัดกระบี่ ทำนาข้าวแบบครบวงจร โดยให้กรมชลประทานจัดหาแหล่งน้ำให้ราษฎรในพื้นที่…” สำนักงาน กปร. และกรมชลประทาน ได้ร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริก่อสร้างโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยาฯ ในปี 2533 และแล้วเสร็จในปี 2535 มีลักษณะเป็นเขื่อนดิน พร้อมระบบท่อส่งน้ำ จำนวน 6 สาย ความยาวรวม 11,180 เมตร และระบบคลองส่งน้ำ จำนวน 2 สาย ความยาวรวม 7,310 เมตร ปริมาณน้ำเก็บกัก 3.2 ล้านลูกบาศก์เมตร สามารถส่งน้ำสนับสนุนการอุปโภคบริโภคให้แก่ราษฎร หมู่ที่ 1, 2, 3 (บางส่วน) และ 8 ตำบลปลายพระยา อำเภอปลายพระยา รวมถึงพื้นที่ใกล้เคียง จำนวน 800 ครัวเรือน ราษฎร 2,400 คน

อีกทั้งส่งให้พื้นที่การเกษตรทั้งไม้ผลและพืชผัก เช่น ทุเรียน เงาะ ปาล์มน้ำมัน และนาข้าว (โรงสีข้าวพระราชทาน) รวม 3,932 ไร่ ได้อย่างเพียงพอตลอดทั้งปี  ทำให้มีความเป็นอยู่ดีขึ้น มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 2 หมื่นบาทต่อเดือน ทั้งนี้ราษฎรได้ร่วมกันจัดตั้ง “กลุ่มผู้ใช้น้ำโครงการอ่างเก็บน้ำคลองหยา”จำนวนสมาชิก 238 คน และ “กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวบ้านปากน้ำ” (โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ) เพื่อร่วมกันบริหารจัดการน้ำให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

ต่อมา องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังโครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บริเวณแปลงนาของนายธเนศ บุษย์เพชร อายุ 48 ปี อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ โดยนายธเนศเข้าร่วมโครงการในปี 2565 ปลูกข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 และ กข.109 เพื่อบริโภค เมื่อปี 2567 บนพื้นที่ 1 ไร่ 3 งาน สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ 420 กิโลกรัม เพียงพอต่อการบริโภค และนำไปแบ่งปันให้ผู้สูงอายุ และเพื่อนบ้าน รวมถึงสนับสนุนการดำเนินงานต่าง ๆ เพื่อส่งเสริมเกษตรกรในพื้นที่ให้เกิดประโยชน์ต่อภาคการเกษตรได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด ทั้งนี้ โครงการปลูกข้าวเพื่อบริโภคครบวงจรในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ก่อตั้งเมื่อปี 2533 ปัจจุบัน มีสมาชิกฯ 238 คน

ทั้งนี้หลังจากที่องคมนตรีรับฟังสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ เกี่ยวกับกิจกรรมการปรับเปลี่ยนพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันเป็นนาข้าวในเขตนิคมสหกรณ์อ่าวลึกอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บ้านปากน้ำ หมู่ที่ 1 ตำบลปลายพระยา องคมนตรี ได้กล่าวกับราษฎรว่าขอให้ช่วยกันรักษาอาชีพการทำนาไว้ และฝากให้เยาวชนรักษาอัตลักษณ์การทำนาของไทย โดยใช้ทำนาโดยใช้ธรรมชาติ คือให้ปุ๋ยอินทรีย์และอย่าใช้ยาฆ่าแมลงเพื่อให้มีข้าวปลอดภัยบริโภค จากนั้นองคมนตรีได้ร่วมโยนกล้าข้าวลงในแปลงนา

ช่วงบ่าย องคมนตรีและคณะฯ เดินทางไปยังโครงการส่งเสริมอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา จังหวัดกระบี่ รับฟังสรุปผลการดำเนินงานโครงการฯ โอกาสนี้ องคมนตรีได้ให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานโครงการฯ พบปะเยี่ยมเยียนราษฎรผู้ได้รับประโยชน์จากโครงการฯ จากนั้น ลงพื้นที่เยี่ยมชมโรงงาน

ในปี 2526 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระราชดำริให้มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ดำเนินการค้นคว้าวิจัยและพัฒนาโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กที่ใช้เงินลงทุนต่ำ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรสวนปาล์มรายย่อยของประเทศ ได้มีโอกาสรวมกลุ่มกันสร้างโรงงานเพื่อสกัดน้ำมันปาล์มดิบจำหน่าย สำนักงาน กปร. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ร่วมดำเนินงานสนองพระราชดำริ ในปี 2529 สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด ดำเนินการก่อตั้งโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มขนาดเล็กอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ณ นิคมสหกรณ์อ่าวลึก เลขที่ 1 หมู่ที่ 3 ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา มีกำลังการผลิต 1 ตันทะลายต่อชั่วโมง ต่อมาในปี 2543 ได้ย้ายสถานที่ตั้งโรงงานมาตั้ง ณ สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด เลขที่ 62 หมู่ที่ 3 ตำบลคีรีวง อำเภอปลายพระยา และมีการปรับปรุงโรงงานโดยได้เพิ่มกำลังการผลิตเป็น 2 ตันทะลายต่อชั่วโมง ปัจจุบัน สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด มีสมาชิกจำนวน 4,061 คน จากพื้นที่อำเภอปลายพระยา จำนวน 12 หมู่บ้าน และพื้นที่อำเภออ่าวลึก จำนวน 5 หมู่บ้าน ได้นำผลปาล์มน้ำมันส่งขายที่สหกรณ์นิคมอ่าวลึก จำกัด เพื่อคัดเลือกปาล์มน้ำมันที่มีคุณภาพเข้าสู่โรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม ส่งผลให้มีรายได้เฉลี่ยครัวเรือนละ 200,000 บาทต่อปี

ขอบคุณกองประชาสัมพันธ์ สำนักงาน กปร.