บทความเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง พระเมตตาพัฒนานิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์
ลําห้วยวังเป้าและลําห้วยน้ำโจน เกิดจากลําน้ำสาขาจํานวนมากไหลจากแนวเขาตะนาวศรีซึ่งเป็นพรมแดนกั้นระหว่างประเทศไทยกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา โดยไหลมาบรรจบกันเป็นคลองบึง และไหลลงสู่ทะเลอ่าวไทยที่บ้านปากคลองบางนางรม ในเขตพื้นที่อําเภอเมือง คลองบึงเป็นลําห้วยที่มีน้ำไหลสม่ำเสมอตลอดปี โดยจะมีน้ำไหลอย่างรวดเร็วเป็นปริมาณมากในช่วงที่มีฝนตก
พื้นที่รับน้ำของลำห้วยดังกล่าว เป็นที่ตั้งของโครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2520 พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพล อดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร มีพระบรมราชวินิจฉัยเกี่ยวกับโครงการจัดหาน้ำ ให้กับสมาชิกนิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยพระราชทานพระราชดําริให้กรมชลประทานพิจารณาก่อสร้างอ่างเก็บน้ำแห่งนี้
แหล่งน้ำประปาและการเกษตรของอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์
โครงการอ่างเก็บน้ำคลองบึงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ มีความจุ 22.2 ล้านลูกบาศก์เมตร ส่งน้ำให้พื้นที่ชลประทาน 16,960 ไร่ ในพื้นที่ 6 หมู่บ้าน ประกอบด้วย บ้านวังไทรติ่ง, บ้านวังมะเดื่อ, บ้าน กม.5, บ้าน กม. 12, บ้านย่านซื่อและบ้านทุ่งยาว ตำบลอ่าวน้อย อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ ช่วยเหลือพี่น้องประชาชน 1,737 ครัวเรือน
นายประภาศ โต้ตอบ ผู้อำนวยการโครงการชลประทานจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า อ่างเก็บน้ำแห่งนี้ เป็นแหล่งน้ำดิบเพื่อผลิตประปาให้พื้นที่อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์เป็นหลัก โดยส่งน้ำเพื่อผลิตประปาปีละกว่า 9 ล้านลูกบาศก์เมตร และส่งน้ำเพื่อการเกษตรผ่านระบบคลองส่งน้ำ 15 สายเป็นรอบเวรทุกเดือน อย่างไรก็ตามขณะนี้ได้วางแผนที่จะปรับปรุงซ่อมแซมอ่างเก็บน้ำเพื่อให้สามารถเก็บกักน้ำได้เพิ่มขึ้น
“ส่วนการปรับปรุงซ่อมแซม จะต้องดำเนินการขุดลอกเพิ่มความจุ โดยได้ดำเนินการไปเมื่อปีงบประมาณที่แล้ว เพิ่มความจุได้ 3 แสนลูกบาศก์เมตร ทำให้เมื่อฝนตกน้ำในอ่างจะเพิ่มขึ้น อีกทั้งทำระบบกระจายน้ำ ซึ่งขณะนี้กำลังดำเนินโครงการอยู่ เป็นเครื่องสูบน้ำพร้อมระบบท่อ จะแล้วเสร็จในปี 2567 แล้วจะส่งน้ำให้ประชาชน หมู่ 12 พื้นที่ 2,500 ไร่” นายประภาศกล่าว
การบริหารจัดการน้ำนั้น ราษฎรได้มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำอ่างเก็บน้ำคลองบึง จำนวน 109 กลุ่ม สมาชิก 366 คน โดยกลุ่มผู้ใช้น้ำจะมีการประชุมหารือร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ชลประทานกับกลุ่มผู้ใช้น้ำ กำหนดแนวทางการบริหารจัดการน้ำตามสภาพน้ำต้นทุนในแต่ละปี เพื่อป้อนให้พื้นที่เกษตรที่มีการเพาะปลูกทั้งสองฤดูกาล ได้แก่ สับปะรด มะม่วง ขนุน และปาล์มน้ำมัน
นายสุรพล วิลาวรรณ์ กรรมการบริหารกลุ่มบริหารจัดการน้ำคลองบึงอย่างยั่งยืน กล่าวด้วยว่าการประชุมติดตามสถานการณ์น้ำระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำกับชลประทานทำให้แก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำลงได้ ซึ่งการใช้น้ำนอกจากจะส่งให้แก่พืชแล้ว ยังส่งให้กับฟาร์มปศุสัตว์ ทั้ง โคเนื้อ แพะ และโคนมที่ต้องใช้น้ำปริมาณมาก
“ที่บ้านผมก็ทำการเกษตรตั้งแต่รุ่นพ่อปลูกมะพร้าวกับขนุน ได้รับอานิสงส์จากอ่างเก็บน้ำคลองบึงปล่อยไปตามคลอง ก็ทำแหล่งน้ำไว้ข้างคลองชลประทาน ทางชลประทานขุดหลุมยืมที่เอาดินไปทำคันคลอง ก็เอาน้ำที่ชลประทานปล่อยนี่ไปกักเก็บไว้เป็นต้นทุน เมื่อชลประทานปิดน้ำแล้วก็นำน้ำนี่ไปใช้ในการเกษตรต่อไปครับ”นายสุรพล กล่าว
ตัวอย่างแปลงเกษตรใช้น้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองบึงอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
พื้นที่นา 5 ไร่ ไร่สับปะรดและยางพารา 25 ไร่ ปาล์มน้ำมัน 15 ไร่ รวมทั้งคอกปศุสัตว์ทั้งโคนม 70 ตัวและแพะ 80 ตัว เป็นพื้นที่เกษตรกรรมที่นายจิตร ขอพร รองประธานกลุ่มผู้ใช้น้ำคลองบึง ทำร่วมกับครอบครัว โดยอาศัยน้ำจากอ่างเก็บน้ำคลองบึงมาหล่อเลี้ยง ด้วยการปล่อยน้ำจากคลองชลประทานเข้าแปลงนา และสูบน้ำเก็บกักไว้ในสระเพื่อใช้รดน้ำพืชต่างๆ สร้างรายได้ให้เดือนละ 20,000 บาท
นอกจากนี้นายจิตร ขอพร ยังเป็นสมาชิกสหกรณ์การเกษตรโรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อย จำกัด มาตั้งแต่ปี 2543 ปัจจุบันทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาฯ ได้แบ่งผืนนา 1 ไร่ครึ่ง เป็นศูนย์การเรียนรู้การทำนาร่วมกับสหกรณ์ฯ โดยเปิดให้ผู้เรียนรู้ร่วมกันลงแขกดำนาและเกี่ยวข้าว ส่งให้โรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อยดำเนินการสีข้าว โดยข้าวสารที่สีได้จากโรงสีพระราชทานอ่าวน้อย ได้มอบให้แก่นักเรียนที่เข้าร่วมกิจกรรมนำไปบริโภคภายในครัวเรือน
“ผมยกให้ไร่ครึ่งครับ ก็จะมีเจ้าหน้าที่เกษตร นักเรียน และคนอื่นๆ มาร่วมกันลงแขก เริ่มตั้งแต่หว่านมา จนเกี่ยว เด็กจะได้ดูตลอด โดยเด็กๆ โรงเรียนวังมะเดื่อจะได้มาเรียนปีละ 2 ครั้งในช่วงทำนา ข้าวที่ได้ก็ยกให้โรงสี เราดูแลให้เราไม่เอาอะไรเลย ข้าวในพื้นที่นาที่เหลือก็ไว้กินเอง”นายจิตรกล่าว
โรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อยแหล่งเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น
ศูนย์การเรียนรู้การทำนาให้กับนักเรียนโรงเรียนบ้านวังมะเดื่อและผู้ที่สนใจ เป็นกิจกรรมหนึ่งที่สหกรณ์โรงสีข้าวพระราชทานอ่าวน้อย จำกัด ได้จัดทำขึ้นเพื่อชุมชน และยังได้เปิดโรงสีนี้ให้เป็นศูนย์เรียนรู้ประวัติศาสตร์ด้วย
พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ได้พระราชทานเครื่องสีข้าว พร้อมเครื่องยนต์ต้นกำลังยี่ห้อ ซีเอ็มซี ขนาด 3 สูบ 45 แรงม้า สีข้าวได้ 16 เกวียนต่อวัน ให้แก่นิคมสร้างตนเองจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2524 พร้อมกันนี้กลุ่มเกษตรกรทำไร่อ่าวน้อย สมาชิกนิคมสร้างตนเองและราษฎรทั่วไปได้ร่วมกันบริจาคเงินสมทบเพื่อจัดสร้างโรงเรือนและฉางข้าว ซึ่งเก็บข้าวเปลือกได้ 300 เกวียน ขณะที่ราษฎรได้น้อมเกล้าฯ ถวายที่ดิน จำนวน 3 ไร่ เพื่อเป็นที่ตั้งเครื่องสีข้าวพระราชทาน ต่อมา ในปี 2525 กลุ่มเกษตรกรทำไร่อ่าวน้อยได้ร่วมกันดำเนินการบริหารจัดการโรงสีข้าวพระราชทาน และในปี 2558 ราษฎรได้บริจาคที่ดินเพิ่มเติมให้แก่โรงสีข้าวพระราชทานอีก จำนวน 3 ไร่ ปัจจุบันมีเนื้อที่รวมทั้งสิ้น 6 ไร่ มีจำนวนสมาชิกทั้งหมด 473 คน
เวลาผ่านไป กว่า 40 ปี อาคารโรงคลุมเครื่องสีข้าวพระราชทานมีสภาพผุพัง เนื่องจากเสาผนังอาคารทำจากไม้และมีอายุใช้งานมานาน เมื่อถึงฤดูฝนน้ำได้ไหลไปยังเสาเครื่องสีและตัวเครื่องสีทำให้เกิดความผุพังอย่างมาก ทั้งนี้กรมโยธาธิการได้เข้ามาสำรวจ จัดทำแผนการปรับปรุงและงบประมาณแล้ว โดยหลังจากรื้อถอนและสร้างใหม่ จะติดตั้งพระบรมฉายาลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรบริเวณทางเข้าด้วย
พระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่พระราชทานแหล่งน้ำให้แก่ราษฎรเพื่อใช้ในการทำเกษตรกรรม อุปโภคบริโภค เป็นการสนับสนุนปัจจัยการผลิตด้านน้ำให้พื้นที่ที่มีสภาพดินเหมาะแก่การทำเกษตรกรรม และยังพระราชทานโรงสีข้าวให้ดำเนินการในรูปแบบสหกรณ์ เป็นการดำเนินธุรกิจด้วยความร่วมมือของคนในชุมชน นำไปสู่ชุมชนที่เข้มแข็งและยั่งยืน
สำนักงาน กปร.

