ภาควิชาการและประชาสังคม ระบุต้องวางนโยบายแก้ปัญหาPM2.5 เป็นระยะ พร้อมเร่งสร้างความเข้าใจเรื่องการเผาป่าให้ถูกต้อง
การเสวนาเรื่อง ปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 สร้างความเข้าใจ สู่การแก้ไขอย่างยั่งยืน จัดโดยสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ณ อาคารสารนิเทศ 50ปี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
ภายหลังจากที่นายภิญโญ แพงไธสง นายกสมาคมสื่อมวลชนเกษตรแห่งประเทศไทยกล่าวต้อนรับ ดร.ดำรง ศรีพระราม รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กล่าวเปิดงาน รศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ คณะวิทยาศาสร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นผู้ดำเนินรายการ
เริ่มต้นด้วยนายภานุเดช เกิดมะลิ ประธานมูลนิธิสืบนาคะเสถียร กล่าวในหัวข้อผลกระทบไฟปากับผืนป่า โดยสรุปว่าการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าอนุรักษ์เป็นการบริหารจัดการเพื่อให้เกิดศักยภาพในด้านเป็นแหล่งอาหาร ที่อยู่อาศัย และการคงสภาพธรรมชาติเดิม นับเป็นการจัดการเพื่อการอนุรักษ์ แต่สังคมมองว่าไฟป่าเป็นการทำลายพื้นที่สัตว์ป่าและเกิดPM2.5 ซึ่งปัญหาที่เกิดขึ้นคือการไม่รู้จักควบคุมและบริหารจัดการไฟให้ดีพอ ทั้งนี้นายภานุเดชยังเรียกร้องด้วยว่าจะต้องให้องค์ความรู้ในการบริหารจัดการว่าพื้นที่ใดสามารถเกิดไฟป่าได้ พื้นที่ใดต้องป้องกันไม่ให้ไฟป่าเข้าไปภายใน ระดับการเผาที่จะรักษาสมดุลของระบบนิเวศระหว่างสัตว์ป่ากับพื้นป่าได้ ขณะที่ชุมชนในผืนป่าเป็นปัจจัยหลักที่จะทำให้เกิดไฟป่าในพื้นที่ ซึ่งหน่วยงานในพื้นที่ไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะจะกระทบกับภาคการเกษตรและเศรษฐกิจในชุมชน อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการแก้ไขปัญหา โดย มองการจัดการในระยะยาว เช่น วางแผนระยะ 3 ปี 5 ปี 10 ปี อีกทั้งจะต้องส่งเสริมสนับสนุนชุมชน ตลอดจนการบริหารจัดการกับภาคเอกชนหรือระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง โดยเป็นการปรับเปลี่ยนเป็นระยะๆ
ด้าน ดร.สุรพล ใจวงศ์ษา หัวหน้าหน่วยวิจัยและพัฒนาด้านการบริหารเทคโนโลยีและนวัตกรรมการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีการเกษตร มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา กล่าวในหัวข้อ ผลกระทบ PM2.5 กับความเหลื่อมล้ำทางสังคม ที่พบว่าการปลูกพืชเศรษฐกิจของไทยที่มีหน่วยงานภาครัฐดูแลคนละหน่วยงานได้รับการสนับสนุนต่างกัน ทำให้เกษตรกรผู้เพาะปลูกพืชที่ไม่ได้กับการสนับสนุนจึงยังคงเผาตอซัง เช่น ข้าว ข้าวโพด รวมถึงพบว่าคนจนเสี่ยงต่อPM2.5มากกว่าคนรวย และการรับรู้เรื่องPM2.5ยังไม่ถูกต้อง ซึ่งการแก้ไขปัญหาจะต้องดำเนินการให้เหมาะสมในแต่ละพื้นที่
ขณะที่รศ.ดร.นันทชัย พงศ์พัฒนานุรักษ์ ภาควิชาชีววิทยาป่าไม้ คณะวนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวในหัวข้อไฟมาป่าหมดจริงหรือไม่ โดยมีเนื้อหาสรุปว่าการเกิดไฟป่าในพื้นที่ป่าเต็งรังหรือป่าเบญจพรรณ เป็นการหมุนเวียนการเกิดของพืช ที่จะเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศและพืชบางชนิดที่เกิดใหม่หลังไฟป่าก็เป็นอาหารของสัตว์ป่า ทั้งนี้การจัดการไฟป่าจะต้องกำหนดเป็นนโยบายที่มีเป้าหมายชัดเจนเพื่อนำไปสู่การกำหนดแผนงานปฏิบัติได้อย่างถูกต้อง นอกจากนี้ รศ.ดร.นันทชัยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะใช้ประโยชน์จากป่า เช่น การค้าไม้ การค้าของป่า ซึ่งก่อให้เกิดมูลค่าสูง แต่จะต้องมีการบริหารจัดการที่ดีและเหมาะสม พร้อมเตือนการใช้ประโยชน์จากคาร์บอนเครดิตในพื้นที่ป่าว่าในอนาคตอาจจะเป็นกับดัก ทำให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากผืนป่าได้
ดร.สุดเขต สกุลทอง มหาวิทยาลัยแม่โจ้ กล่าวถึงต้นเหตุ PM2.5 และวิธีการแปลงขยะทางการเกษตรให้มาเป็นขยะทองคำ โดยสรุปว่าแม้ขยะทางการเกษตรจะมีมูลค่าสูงเมื่อมีการแปรรูปแล้ว แต่ปัญหาการจัดการเศษวัสดุทางการเกษตรคือการขาดอุปกรณ์ในการจัดการ การขาดเวลาและภาระรายจ่ายที่เกิดขึ้น ทำให้เกษตรกรหันมาใช้วิธีการเผา อย่างไรก็ตามการเกิด PM2.5นั้นจะต้องสำรวจให้ชัดเจนว่าเกิดจากสาเหตุใด
ขณะที่นายเดโช ไชยทัพ ผู้อำนวยการมูลนิธิเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน(ภาคเหนือ) กล่าวถึงบทบาทของชุมชนกับการควบคุมไฟป่าและโอกาสคาร์บอนเครดิต โดยสรุปว่าการโอนอำนาจการจัดการสู่ท้องถิ่นหลายพื้นที่ยังไม่ทราบอำนาจของตนเอง และวงเงินงบประมาณมีน้อย อย่างไรก็ตามการวางแผนบริหารจัดการจะต้องเริ่มจากความคิดและความต้องการของชาวบ้าน และให้ท้องถิ่นมีบทบาทสำคัญในการบริหารจัดการ นอกจากนี้ยังมองว่าปัญหาเรื่องการถือครองที่ดินเป็นอีกสาเหตุหนึ่ง เนื่องจากภาครัฐดำเนินการจัดการล่าช้าทำให้เกษตรกรเกิดความไม่แน่ใจว่าจะต้องหยุดทำกินเมื่อใดจึงปลูกพืชระยะสั้นเพื่อหวังผลกำไรที่รวดเร็ว แทนที่จะเพาะปลูกพืชผสมผสานหรือพืชที่ให้ผลผลิตระยะยาวที่ไม่ต้องเผาตอซัง
และผศ.ดร.ชาคริต โชติอมรศักดิ์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวในหัวข้อเชื้อเพลิงชีวมวลอีกหนึ่งทางเลือกในการจัดการลดปัญหาไฟป่าสู่การสร้างมูลค่าให้ชุมชน โดยสรุปว่า หลังจากเกิดไฟไหม้ใหญ่ที่เชียงดาว จึงได้มีการจัดทำแอปพลิเคชั่น FIRED ขึ้น โดยมี5ส่วนสำคัญคือ ระบบลงทะเบียน ระบบบันทึกคำร้อง ระบบสรุปรายงานคำร้อง ระบบอนุมัติคำร้องและผู้ใช้งาน และระบบแจ้งเตือนและรายงานผล ซึ่งตั้งแต่เริ่มใช้งานแอปพลิเคชั่นนี้จนถึงปัจจุบันมีข้อมูลมากพอที่จะนำไปใช้เพื่อวางแนวทางบริหารจัดการไฟป่าอย่างยั่งยืน


