บทความเฉลิมพระเกียรติ เรื่อง ปรับปรุงดินสร้างชีวิตที่มั่นคงบนความพอเพียง
สบู่มังคุด มะนาวหวาน หรือการแปรรูปมะนาวมะกรูด และการแปรรูปสมุนไพรที่ขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ ในพื้นที่อำเภอพนมสารคาม จังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นส่วนหนึ่งของผลผลิตในสวนยายแมว ของกุลณัฐ นามูล เกษตรกรดีเด่น สาขาเกษตรผสมผสาน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ประจำปี 2568
กุลณัฐ เล่าว่าครอบครัวของตนเองเป็นคนฉะเชิงเทรา มีอาชีพเกษตรกรรม เมื่อตนกับพี่น้องเติบโตได้เข้าทำงานในโรงงานในต่างถิ่น ต่อมาเกิดความสำนึกรักบ้านเกิด จึงกลับมาบ้านแล้วพัฒนาพื้นที่เกษตรของครอบครัว ที่เป็นพื้นที่นาอยู่ติดคลองให้สามารถทำสวนได้ แต่เนื่องจากพื้นที่แห่งนี้ มีปัญหาน้ำท่วมทุกปี และดินไม่อุดมสมบูรณ์ ประกอบกับไม่มีแหล่งกักเก็บน้ำ จึงได้ติดต่อขอความช่วยเหลือจากศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ และทางศูนย์ได้ให้การช่วยเหลือในการขุดสระน้ำตื้น จากนั้นทางศูนย์ฯได้เปิดให้เขามาอบรมเรื่องการปรับสภาพดิน ด้วยการเรียนรู้เรื่องการทำปุ๋ยหมัก การผลิตจุลินทรีย์ จึงนำองค์ความรู้ที่ได้รับมาประยุกต์ใช้ในสวน
“ทางสวนยังให้ความร่วมมือศูนย์ฯโดยเข้ามาอบรม มาทำกิจกรรม และนำความรู้เหล่านี้ไปต่อยอดทำในสวน ทำปุ๋ยหมัก ทำน้ำหมัก ทำยาไล่แมลง ทำให้ทางสวนไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ตอนนี้ยังมีการจัดตั้งเพจ มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ เพื่อให้สมาชิกที่เข้ามาติดตามได้รู้ว่าเรามีการพัฒนาไปทางด้านไหนบ้าง”
กุลณัฐ บอกด้วยว่า นำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ “พอเพียง พออยู่ พอกิน” จึงเป็นหลักคิดของสวนยายแมว ที่ไม่คิดว่าจะสร้างสวนใหญ่โต แต่คิดว่าเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในประเทศ พื้นที่สวนแห่งนี้จะเป็นแหล่งอาหารและยา ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน
“เราไม่ได้คิดว่าจะเติบโตใหญ่โต แต่เราคิดว่าถ้าเศรษฐกิจอย่างเนี้ย เราสามารถอยู่ได้ เรามีข้าวกิน มีผักแล้วเราก็เลี้ยงไก่ เพราะทางศูนย์ฯให้การสนับสนุนไก่ไปเลี้ยงด้วย เราก็กินไข่ไก่ กินเนื้อด้วย และยังได้รับพันธุ์ปลาไปเลี้ยงในบ่อ เพื่อใช้บริโภค รวมทั้งขายด้วยการแปรรูปในรูปแบบต่างๆ เข้ากับโครงการพออยู่ พอกิน พอเพียง แล้วเราก็พอใจ เราผ่านวิกฤตมา เพราะมีในหลวงรัชกาลที่ 9 ทำให้เราพี่น้องกลับบ้านเกิดมาทำเกษตรผสมผสานตรงนี้ และความพอเพียงนี้เองที่ทำให้รอดจากวิกฤตเศรษฐกิจ จึงมีความภูมิใจมาก” กุลณัฐกล่าว
พื้นที่ 8 ไร่ของสวนยายแมว ได้มีการจัดสรรให้บริเวณพื้นที่นาที่ลุ่มต่ำ มีการขุดสระบ่อน้ำตื้นและลอกเลนออกทุก 2 ปี บริเวณที่ลุ่มนั้นเลือกปลูกพืชทนน้ำ เช่น มังคุด ส่วนบริเวณที่สูงขึ้นไปเลือกปลูกไม้ผลที่มีความแข็งแรงน้อยกว่า เช่น ทุเรียน มะละกอ นอกจากนี้ยังจัดสรรพื้นที่ปลูกผัก เช่น รั้วมะระ รั้วตำลึง ต้นชมจันทร์ กล้วย มะนาวหวาน จากนั้นนำผลผลิตมาแปรรูป เช่น สบู่มังคุด พัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ของชุมชน

สำหรับช่องทางจำหน่ายผลผลิตของสวนนั้น นอกจากจำหน่ายที่สวนแล้ว ยังเป็นภาคีเครือข่ายกับวิสาหกิจชมชนมิตรสัมพันธ์ และสวนอื่นๆ รวมทั้งร่วมออกบูทในงาน“47 ปี ปฐมบทแห่งศูนย์ศึกษาฯ ต้นแบบการเรียนรู้ สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน”ซึ่งทางศูนย์ฯเขาหินซ้อนจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

อย่างไรก็ตามสื่อออนไลน์ เป็นช่องทางการตลาดและช่องทางประชาสัมพันธ์ที่ได้รับความนิยมในยุคสมัยปัจจุบัน เพจสวนยัยแมว จึงเป็นช่องทางหนึ่งที่ทางสวนใช้เผยแพร่ความสำเร็จจากการเข้ารับองค์ความรู้ในการปรับปรุงดิน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เป็นศาสตร์พระราชาในการทำการเกษตรแบบผสมผสาน และยังนำ AI มาใช้เป็นเทคโนโลยีสำคัญในการพัฒนางานทุกๆด้าน เช่น การเผยแพร่ความรู้ด้านเกษตรอินทรีย์ การทำโปสเตอร์โฆษณาสินค้า จนกุลณัฐได้รับรางวัลเกษตรกรดีเด่น สาขาเกษตรผสมผสาน ของศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ในปี 2568

จากอดีตในปี พ.ศ.2522 ราษฎร 7 รายน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมถวายที่ดิน จำนวน 264 ไร่ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ทรงมีพระราชดำริให้สร้างศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ บนพื้นที่แห่งนี้ เพื่อเป็นแหล่งศึกษาด้านการชลประทาน การเกษตรกรรม การปศุสัตว์ ตลอดจนการสาธิตอุตสาหกรรมในครัวเรือน โดยศูนย์ฯได้ดำเนินการสนองพระราชดำริ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาสภาพพื้นที่ที่แห้งแล้ง และขาดความอุดมสมบูรณ์ จนไม่สามารถทำการเพาะปลูกพืชได้ จนปัจจุบันสภาพพื้นที่นี้กลับมีสภาพอุดมสมบูรณ์ไปด้วยป่าไม้ สร้างความชุ่มชื้นให้กับผืนดิน สามารถใช้ประโยชน์ในทางการเกษตรได้เป็นอย่างดี จวบจนปัจจุบันพื้นที่แห่งนี้เป็นต้นแบบความสำเร็จให้แก่เกษตรกรเข้ามาศึกษาอบรมดูงาน แล้วนำความรู้ไปปรับใช้กับพื้นที่ของตนเองระยะเวลา 47 ปีแห่งการพัฒนา ได้มีเกษตรกรรับองค์ความรู้ไปแก้ไขปัญหาอาชีพ และต่อยอดการพัฒนาออกไป จนหลุดพ้นจากความยากไร้ ก้าวเดินต่อไปด้วยความพอเพียงอย่างมั่นคง ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจและวิกฤตธรรมชาติที่เกิดขึ้นเป็นระยะๆ นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่เปรียบมิได้.
บทความโดย สุวินา เอี่ยมสุทธา

