สานต่อพระราชดำริสู้วิกฤตประเทศอย่างไม่ท้อถอย

รอยยิ้มของเกษตรกรแสดงถึงความสุขที่ได้รับผลผลิตงอกงามจากการเพาะปลูกพืช โดยรับน้ำและความรู้ในการเพิ่มผลผลิตจากมูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ
ความต้องการของชาวบ้านที่จะพัฒนาอาชีพและความต้องการน้ำมาใช้ในการทำกิน เป็นแรงผลักดันให้เกิดความร่วมมือกับหน่วยงานรัฐที่เข้ามาช่วยเหลือให้เกิดปัจจัยพื้นฐานในพื้นที่ โดยเฉพาะการพัฒนาแหล่งน้ำ ที่เป็นหัวใจในการทำเกษตรกรรม หล่อเลี้ยงชีวิตของชาวบ้านในทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย

“ระเบิดจากข้างใน” หมายถึงการพัฒนาตามความต้องการของผู้ถูกพัฒนาอย่างแท้จริง เป็นหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่มูลนิธิปิดทองหลังพระสืบสานแนวพระราชดำริ ยึดเป็นแนวทางในการทำงาน
ท่ามกลางภาวะวิกฤตเศรษฐกิจที่รุนแรงเกินคาดต่อเนื่องมาจากปี 2562มาจนถึงปลายปี2563 ทั้งจากภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำ และวิกฤตโรคระบาดCOVID 19 ส่งผลให้แรงงานไม่น้อยกว่า 14ล้านคนได้รับผลกระทบ และมีแนวโน้มที่ปัญหาจะไม่คลี่คลายไปโดยง่าย
หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชนเดินหน้าผสานกำลังกันพัฒนาคุณภาพชีวิตให้กับประชาชนโดยยึดแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรในการดำเนินงาน โดย6หน่วยงานภาคีพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ ได้บอกเล่าถึงความคืบหน้าในการเดินตามแนวพระราชดำริในการเสวนาเรื่อง “พระราชดำริค้ำจุนสังคม” ที่จัดขึ้นเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคตวันที่ 13 ตุลาคม ซึ่งจัดโดยมูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ที่สยามสมาคมในพระบรมราชูปถัมภ์เมื่อวันที่ 12ตุลาคม2563
โดยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ประกาศเดินหน้าฟื้นฟูระบบนิเวศและรักษาผืนป่าทั้งป่าบก ป่าชายเลน ตามแนวพระราชดำริของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัวและพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ โดยในเดือนกรกฎาคม2563สามารถเพิ่มพื้นที่ป่าได้แล้ว 7,100ไร่ จะฟื้นฟูและเพิ่มพื้นที่ป่าอีก 7.9แสนไร่ในปี 2563-2665 จากนั้นเพิ่มพื้นที่ป่าชุมชน 11,327แห่งๆละ 50ไร่ เพิ่มความสมบูรณ์ของป่าชายเลน 1.53แสนไร่ ป่าพรุ20,000ไร่ เพิ่มพื้นที่สีเขียวในจังหวัดที่ไม่มีพื้นที่ป่าต้นน้ำจังหวัดละ 500ไร่ ทั้งหมดอยู่ภายใต้แผนการดำเนินงานเพิ่มพื้นที่ป่าให้ได้ 2.68ไร่ระหว่างปี2563-2570
กระทรวงมหาดไทย มุ่งที่จะแก้ปัญหาให้ประชาชนโดยยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้วยการสร้างความเท่าเทียม ให้ประชาชนช่วยตนเองได้ โดยตั้งเป้าหมายที่จะทำงานให้สำเร็จ ทั้งการแก้ปัญหาแหล่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค การส่งเสริมอาชีพและรายได้ให้ประชาชน พบว่าผลการพัฒนาระหว่าง2552-2563มีประชาชนผ่านเกณฑ์พออยู่พอกิน อยู่ดีกินดี และมั่งมี ศรีสุข รวมกันเป็นจำนวน 18,495หมู่บ้าน
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เดินหน้าดำเนินงานด้านน้ำ ทั้งการทำฝนหลวง 230 ล้านไร่ พัฒนาต้นทุนน้ำและน้ำชุมชน 6.62 ล้านไร่ รวมถึงการพัฒนาดินและส่งเสริมด้านการเกษตร ด้วยการสร้างพื้นที่เกษตรกรรมยั่งยืน 3.23ล้านไร่ การส่งเสริมการปลูกหญ้าแฝก 1.04ล้านไร่ และการปรับปรุงดิน 1.9ล้านไร่

สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เร่งเดินหน้าโครงการเศรษฐกิจพอเพียงระดับชุมชนมาตั้งแต่ปี2556 ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรม เพื่อให้ประชาชนพัฒนาตนเองได้อย่างยั่งยืน ขยายผลไปยังชุมชนอื่นๆ โดยในปี2562 มีการส่งเสริมอาชีพเกษตร การบริหารจัดการน้ำ มีผู้รับประโยชน์ 1,762คน ได้รับการอบรม 7,600คน และสนับสนุนการดำเนินงานตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงใน 1,201โรงเรียน
สำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ หรือ สำนักงาน กปร ได้ดำเนินงานสนองแนวพระราชดำริของพระบรมวงศานุวงศ์ทุกพระองค์ ทั้งพระราชดำริโดยตรง การถวายฎีกาของประชาชน และการร้องขอจากหน่วยงานต่างๆ โดยปัจจุบันมีโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริรวม 4,877โครงการครอบคลุมการพัฒนาในทุกด้าน ทั้งนี้โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตรที่ยังไม่ได้ดำเนินการ จำนวน 88 โครงการ รัชกาลที่10ได้พระราชทานพระบรมราโชบายให้องคมนตรีลงพื้นที่ติดตามผลักดันโครงการที่ยังคั่งค้างและโครงการที่พระราชทานใหม่ ภายใต้การดำเนินงานของคณะกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริทั่วทั้ง 4ภูมิภาค ทำให้ปัจจุบันมีโครงการที่ดำเนินการแล้ว 56โครงการที่เหลือยังติดขัดขั้นตอนการดำเนินงาน ส่วนโครงการที่พระราชทานในรัชสมัยปัจจุบันมีจำนวนกว่า 60โครงการ นอกจากนี้สำนักงาน กปร ยังดำเนินงานตามแนวพระราชดำริผ่านศูนย์ศึกษาการพัฒนาตามแนวพระราชดำริที่มีอยู่ 6แห่งทั่วประเทศ และศูนย์สาขาฯ19แห่ง โดยทำการศึกษา ทดลอง วิจัย รวม 1,323 เรื่อง มีการขยายผลสู่หมู่บ้านรอบศูนย์ 148 หมู่บ้าน เกษตรกรรับประโยชน์ 31,786 ครัวเรือน 104,368 คน มีการฝึกอบรมหลักสูตรต่าง ๆ ให้กับผู้สนใจ และมีผู้เข้าศึกษาดูงานเพื่อรับการถ่ายทอดองค์ความรู้ต่าง ๆ รวมทั้งมีการเรียนรู้จากศูนย์เรียนรู้ในพื้นที่ 111แห่ง พบว่าเกษตรกรไม่น้อยกว่าร้อยละ 92.8 นำความรู้ไปปรับใช้ได้จริงสามารถเพิ่มรายได้และลดรายจ่ายลง ทำให้เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดของ COVID 19 เกษตรกรของศูนย์เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียงไม่ได้รับผลกระทบจากการปิดพื้นที่ เพราะมีแหล่งอาหารเพียงพอ และยังแบ่งปันช่วยเหลือคนในชุมชนที่ได้รับผลกระทบ ตกงานกลับไปอยู่ยังถิ่นกำเนิดอีกด้วย
ขณะที่มูลนิธิปิดทองหลังพระ สืบสานแนวพระราชดำริ ยังได้เผยผลงานวิจัย “ก้าวใหม่การพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริ” โดยคณะผู้วิจัยจากสถาบันการศึกษา 3 แห่ง คือ สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเซีย พบว่าดำเนินการพัฒนาตามแนวพระราชดำริครอบคลุมทุกมิติ สามารถเพิ่มพื้นที่รับประโยชน์จากการบริหารจัดการน้ำชุมชนได้ 275,714 ไร่ เกิดพื้นที่ป่าและป่าเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นรวม 106,580 ไร่ ในจังหวัดน่าน ช่วยให้รายได้เฉลี่ยของเกษตรกรเพิ่มขึ้นจาก 109 ล้านบาท (ปี 2552) เป็น 2,676 ล้านบาท (ปี 2562) และรายได้เฉลี่ยต่อครัวเรือนที่เข้าร่วมโครงการ สูงกว่าครัวเรือนในพื้นที่ที่ไม่ได้เข้าร่วมโครงการ 124,890 บาท (คิดเป็นร้อยละ 62) และผ่านพ้นเส้นความยากจนแล้วร้อยละ 74
พระราชดำริและหลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ที่ภาคีพัฒนาชนบทตามแนวพระราชดำริน้อมเกล้าน้อมกระหม่อมมาใช้ในการพัฒนาได้สร้างความมั่นคงให้กับประชาชนในการดำรงชีวิตที่จะฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยไม่ย่อท้อ.


