บทความพิเศษ เรื่อง ความสำเร็จจากการปลูกฝัง Sustainable Live
จากพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือโครงการความร่วมมือ เพื่อขยายผลองค์ความรู้ตามแนวพระราชดำริ สู่เยาวชนระยะที่ 2 เมื่อวันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม2568 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตต์นั้น นอกจากจะแสดงถึงจุดยืนความร่วมมือของทั้งสามองค์กรภาครัฐและภาคเอกชนแล้ว ยังแสดงถึงความสำเร็จเชิงประจักษ์ จากผลงานของเยาวชนจากโรงเรียนต่างๆที่ได้รับรางวัล แนวคิด กระบวนการลงมือทำด้วยตนเอง ความเข้าใจจากองค์ความรู้ที่ส่งผ่านจากผู้ใหญ่ใจดี สู่เยาวชน โดยมีคุณครูผู้สนับสนุน ผลักดัน จนเกิดผลสำเร็จ มิใช่แค่มุมเล็กๆในโรงเรียน ชุมชน หากแต่เกิด mindset เกิดความภาคภูมิใจในความสำเร็จที่ลงมือทำด้วยตนเอง ความเข้าใจความรักความสามัคคี เกิดความหวงแหนรักษา และความคาดหวังที่จะเผยแพร่ ต่อยอดความสำเร็จนี้
แรงขับเคลื่อนองค์ความรู้จากผู้ใหญ่ใจดีทั้งสามหน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน นำโดย ดร สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและเลขานุการมูลนิธิชัยพัฒนา พร้อมด้วย นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันนเนื่องมาจากพระราชดำริ นายพิเชษฐ์ โพธิภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานและนายฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด(มหาชน) โดยมีวัตถุประสงค์ร่วมกันนั่นคือองค์ความรู้สู่เยาวชนซึ่งคือ “คนรุ่นหน้า” มุ่งเป้าหมาย “สู่ความยั่งยืน” ตามแนวพระราชดำริของ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ไนหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อและครูแห่งแผ่นดิน
ดร สุเมธได้ฝากแนวคิดเอาไว้ว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สำคัญ ความร่วมมือทั้งสามภาคส่วน ในการที่จะนำองค์ความรู้ไปสู่คนรุ่นหน้า เยาวชนคนรุ่นใหม่ เริ่มจากการจัด “รถโมบาย แหล่งความรู้เคลื่อนที่” ในวันนี้บางทีรถโมบายนี้ก็อาจจะไม่พอ อาจต้องพัฒนาสื่อรูปแบบต่างๆ เพื่อให้ถึงผู้เรียนได้ง่ายที่สุด โดยยึดหลักสำคัญที่ว่า “ทำอย่างไรให้ไปถึงเป้าหมายได้” เพราะรถก็ไปได้ในระดับหนึ่ง ในทุกๆวันนี้ มีการสื่อสารมากมายที่ควรจะนำมาใช้ เทคโนโลยี นี้มาใช้พัฒนาได้อีกระบบหนึ่ง เวลานี้เด็กไทยทุกคนมีมือถือ จะทำอย่างไรให้องค์ความรู้ถึงเยาวชนซึ่งก็คือกลุ่มเป้าหมายโดยตรง และยังสามารถส่งผ่านไปได้ทั่วโลก ทั้งสามหน่วยงานรวมถึงมูลนิธิชัยพัฒนา ต่างมีองค์ความรู้ที่จะสนับสนุน รวมทั้งตัวอย่างต้นแบบเพื่อขยายผล
ดร.สุเมธได้เน้นย้ำว่า “ประเทศชาติของเราไม่ได้อยู่เฉพาะรุ่นเรา เราต้องส่งต่อไปรุ่นต่อๆไป รุ่นต่อไปจะอยู่อย่างไร ป่าไม้เกลี้ยงหมด น้ำท่วม พลังงานร่อยหรอ ทุกอย่างมีทางออก ครูแห่งแผ่นดิน เสด็จพระองค์ท่านในหลวงรัชกาลที่ 9 ครูแห่งแผ่นดิน ท่านทรงสอนพวกเราแล้ว ขอให้พวกเราทำตาม”
“ประเทศชาติอยู่ได้ ประชาชนอยู่ได้ รุ่นเราอยู่ได้ คนรุ่นหน้าอยู่ได้ สมกับอยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป”

“อยู่อย่างยั่งยืนตลอดไป Sustainable living การใช้ชีวิตแบบยั่งยืน” คือ การใช้ชีวิตที่คำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สังคม และเศรษฐกิจ ในระยะยาว การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม การบริโภค หรือการดำเนินชีวิตที่สร้างความสมดุลระหว่างความต้องการและทรัพยากร เพื่อให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น มีระบบนิเวศน์ที่ดีขึ้น ส่งผลถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศให้ดีขึ้น การรักษาระบบนิเวศน์ให้เกิดความสมดุล องค์ความรู้ตามแนวพระราชดำรินั้น เป็นองค์ความรู้อย่างยั่งยืน ที่ทั้งสามหน่วยงานนำองค์ความรู้นี้เคลื่อนที่เพื่อเข้าเยาวชน สู่ชุมชน”
นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันนเนื่องมาจากพระราชดำริสมเด็จพระมหาปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้กล่าวถึงการต่อ MOU ในระยะที่สอง ปี 68-69- 70 ที่เผยแพร่องค์ความรู้ให้ถึงมือเด็ก โดยมีวัตถุประสงค์ให้เด็กเหล่านั้นนำความรู้มาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย โดยร่วมมือกับหน่วยงานภาคเอกชนจัดรถโมบายนำความรู้เรื่อง ดินน้ำ ป่าไม้ แหล่งพลังงานต่างๆเคลื่อนที่ไปสู่เด็กๆเริ่มจากโรงเรียนบริเวณใกล้เคียงศูนย์ศึกษาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ รถโมบายเคลื่อนที่เรื่องดินน้ำป่าไม้แหล่งพลังงานนี้ ให้เด็ก play and learn เรียนไปด้วยเล่นไปด้วยอย่างมีความสุข ที่ผ่านมาได้รับความสนใจและผลตอบรับดีมาก โอกาสนี้จึงได้มอบทุนการศึกษาแก่เด็กในโรงเรียนที่ร่วมโครงการ ทุนละ 10,000 บาท และได้เพิ่มมการขยายตัวของโรงเรียนมากขึ้น จากเดิมจะเป็นโรงเรียนรอบๆศูนย์การศึกษา ก็ได้ขยายไปโรงเรียนต่างๆ นอกจากนี้ก็พยายามพัฒนาสื่อการเรียนการสอนจากรถโมบาย ต่อไปอาจทำแอปพลิเคชั่นในมือถือที่เหมาะกับวัยของเด็ก โดยจะประสานงานกับกระทรวงศึกษาเพื่อนำงานวิจัยต่างๆมาดูว่าเด็กแต่ละวัยสนใจกิจกรรมแบบไหน เพื่อจัดกิจกรรมให้เหมาะแก่วัยที่เหมาะสมนั้นๆด้วย

องค์ความรู้จากโครงการพระราชดำริ สู่เด็กที่เป็นศูนย์กลาง ด้วยกลวิธี play and learn ที่ต้องการให้เด็กผู้เรียนมีความสุขและนำความรู้มาใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน ไม่เพียงแต่ตัวเด็ก แต่ผลสำเร็จยังได้เห็นจากภาพรวม การบริหารจัดการปัญหาระบบนิเวศน์ในโรงเรียน ชุมชน ความร่วมมือกันของชุมชน นำรายได้สู่สังคม ทำให้ความเป็นอยู่ดีขึ้น เศรษฐกิจดีขึ้น สิ่งที่สำคัญความภาคภูมิใจ ที่เด็กเหล่านี้มีโอกาสมาเล่าความสำเร็จให้ผู้ใหญ่อย่างเราได้ใจฟู
เริ่มจาก น ส รัชยา ศิริชีวะ นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 4 จากโรงเรียนศรียานุสรณ์ ความสำเร็จที่เริ่มต้นจากในท้องถิ่นมีสวนผลไม้ เปลือกผลไม้ทิ้งเน่านำมาทำเป็นปุ๋ย โครงงานวิทยาศาสตร์ที่ต่อยอดจากปุ๋ย มาทำโครงงานน้ำหมักพิช แท่งฮอโมน และเจลทำให้พืชแข็งแรงขึ้น เนื่องจากพื้นที่โรงเรียนมีจำกัดเพราะตั้งอยู่ในชุมชน การจัดทำสวนเกษตรแนวตั้งจึงเกิดขึ้น ความร่วมมือของแกนนำในโรงเรียน นำไปขยายผล ก่อเกิดองค์ความรู้ ต่อยอดสู่ชุมชนและสังคม ผลงานเชิงประจักษ์ที่จับต้องได้นี้ จะไม่ได้อยู่แค่ชุมชน เด็กน้อยยังมีความสุขที่จะเอื้อประโยชน์นี้แก่ชุมชนอื่น สามารถนำสูตรนี้ไปปรับใช้ตามสภาพดิน สภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยได้

ด ช อดิสร สร้างศิล นักเรียนชั้นมัธยมปีที่ 3 จากโรงเรียน บ้านหนองสะดุด จังหวัดจันทบุรี ได้เล่าให้เราฟังถึงการแก้ไขปัญหาขยะอินทรีย์เน่าเสียในโรงเรียน สู่การจัดการกำจัดขยะอินทรีย์อย่างยั่งยืนด้วยการนำขยะอินทรีย์เหล่านี้เป็นอาหารแก่ไส้เดือนดิน และนำมูลของไส้เดือนดินเป็นปุ๋ยเพื่อให้ดินมีความสมบูรณ์ ปลูกผักสวนครัวในโรงเรียน พืชผักสวนครัวน่ารับประทานไม่มีแมลงมากัดกิน การเลี้ยงไส้เดือนดินนี้ เป็นการจัดการเพื่อกำจัดขยะแล้วยังสร้างปุ๋ยที่ยั่งยืนอีกด้วย นอกจากจะสร้างรายได้ให้แก่โรงเรียน เยาวชนยังเล็งเห็นประโยชน์ของโครงการ เพื่อต่อยอด นำไปพัฒนาชุมชน ความคาดหวังที่จะนำความรู้นี้ไปอบรมแก่คนในชุมชน คาดหวังว่าจะให้คนในชุมชนเห็นคุณค่าของขยะอินทรีย์ หันมารักษา ดูแลใส่ใจเรื่องเหล่านี้ ความภูมิใจที่การกระทำของเขาเห็นผลมาถึงในวันนี้ จะนำความรู้เรื่องการจัดการขยะอินทรีย์ ให้แก่คนส่วนใหญ่ เพื่อต่อยอดการจัดการขยะอินทรีย์สู่สังคมและประชาชนทั่วๆไป เอื้อประโยชน์แก่สังคม

จากแววตามุ่งมั่นน้อยๆ ของเด็กไทย ทำให้ผู้ใหญ่อย่างเราใจฟู เพราะการซึมซับแนวคิดเศรษฐกิจไม่ใช่อยู่ในตำรา หรือปราชญ์ท่านใดท่านหนึ่ง แต่แสดงถึงความเข้าใจ รักษ์แผ่นดินเกิด ความเมตตาเกื้อกูลที่นอกจากจะช่วยเหลือในชุมชนของตนเองแล้ว ยังมีความหวังจะเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชนทั่วไป จากต้นแบบที่เยาวชนได้รับองค์ความรู้จากผู้ใหญ่ใจดีที่สนับสนุนและมีเวทีให้เด็กๆได้มีโอกาสแสดงผลงาน แสดงความคิดจากผลงานเชิงประจักษ์ที่เป็นรูปธรรมจับต้องได้
เจตจำนงค์ของโครงการนี้ยังคงอยู่คู่สังคมไปพร้อมๆกับคนรุ่นหน้าที่มีจิตสำนึกรักษา สนับสนุน ต่อยอด เหมือนต้นแบบความร่วมมือของผู้ใหญ่ใจดี ที่เด็กๆได้ซึมซับองค์ความรู้สหวิทยาการเหล่านี้ หล่อหลอมให้เด็กไทยเข้มแข็งเท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงบนสังคมโลกใบนี้ ตามแนวโครงการพระราชดิริของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวปรเมนทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในหลวงรัชกาลที่ 9 พ่อและครูแห่งแผ่นดิน ความรู้แก่ประชาขนชาวไทยเพื่อรับมือกับโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างเข้มแข็งอย่างยั่งยืน Sustainble Living
บทความโดย ณุตตรา เอี่ยมสุทธา รายงาน

