Economics NewsGeneralnews

NEA ชี้ 6 กลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ มาแรงปี 61ผุด 5 หลักสูตรสุดปัง เตรียมปักธงปั้นผู้ประกอบการกว่า 1 แสนราย

          (กทม.23 มี.ค.2561)  นายพรวิช ศิลาอ่อน ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) เปิดเผยว่า ในช่วงระยะปี 2559 – 2560 ที่ผ่านมา มีกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพไทยที่สามารถประกอบธุรกิจได้จริงแล้วกว่า 1,500 ราย หรือเพิ่มขึ้นกว่า 80 % จากปีก่อน และมีมูลค่าทรัพย์สินในตลาดรวมกว่า 1.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ หรือราว 53,000 ล้านบาท  (ที่มา:สมาคม Thai Tech Startup)  และสำหรับในปี 2561 ยังพบอีกว่า การเกิดขึ้นของสตาร์ทอัพยังมีแนวโน้มที่จะเติบโตมากขึ้น โดยมีกลุ่มที่น่าจับตา ได้แก่

  • E-Commerce หรือพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ ในปี 2560 ขนาดตลาดอีคอมเมิร์ชทั่วโลกขยายตัวและมีมูลค่าสูงถึง 2.3 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ คิดเป็นสัดส่วน 10.1% ของขนาดตลาดค้าปลีกทั้งหมด (ที่มา : E-commerce DHL) และในประเทศไทยมีมูลค่าสูงถึง 2.81 ล้านล้านบาท โดยเติบโตขึ้นจากปี 2559 ถึง 9.86 % สำหรับกิจกรรมที่มีมูลค่า E-Commerce สูงสุดในประเทศไทย ได้แก่ การค้าปลีกและการค้าส่ง การให้บริการที่พัก และการผลิต (ที่มา: สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์) นอกจากนี้ ภายในปี 2564 ยังมีการคาดการณ์ไว้อีกว่าตลาด E-Commerce ทั่วโลกจะเติบโตขึ้นถึง 4.5 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 148 ล้านล้านบาท
  • FinTech หรือ Financial Technology เทคโนโลยีเกี่ยวกับการเงิน ส่วนใหญ่เป็นรูปแบบการจัดการด้านการเงินและช่วยเหลือการเงิน พร้อมทั้งแก้ปัญหาตั้งแต่การรับชำระเงิน การลงทุน การจัดการด้านการกำกับดูแล ฯลฯ โดยในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตกว่า 954,798.58 ล้านบาท (ที่มา:สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์)
  • AgriTech หรือ เทคโนโลยีทางการเกษตร ซึ่งเหมาะกับประเทศที่มีทรัพยากรทางการเกษตรมากอย่างประเทศไทย โดยมีตัวอย่าง อาทิ ระบบเซ็นเซอร์ตรวจวัดคุณภาพ โดรนเพื่อการเกษตร อุปกรณ์ทำงานแทนทนุษย์ การทำเกษตรแนวใหม่ ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมามีตัวเลขการเติบโตกว่า 151,302 ล้านบาท และคาดการณ์ว่าในปี 2561จะมีการเติบโตกว่า 182,226 ล้านบาท
  • EdTech หรือ เทคโนโลยีการสอน ปัจจุบันได้มีการพัฒนาการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต แบบ On-Demand ให้เข้าถึงได้ทุกที่ และยังมีสื่อการเรียนการสอนรูปแบบใหม่ๆผ่านเว็บไซต์ หรือแอพพลิเคชั่น ซึ่งทำให้กิจกรรมในด้านดังกล่าวนี้มีความน่าสนใจมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม EdTech ควรได้รับการสนับสนุนและผลักดันให้มากกว่าที่มีอยู่ เนื่องจากตลาดแอพพลิเคชั่นด้านการศึกษานั้นยังมีช่องว่างอยู่มาก ซึ่งมหาวิทยาลัยต่างๆ ควรเข้ามาร่วมลงทุนในส่วนนี้เป็นอย่างยิ่ง
  • E-Service หรือ บริการออนไลน์ เป็นการนำเอาเทคโนโลยีมาช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว เช่น การสมัครบริการของค่ายมือถือผ่านแอปพลิเคชั่น หรือ บริการซื้อสินค้าออนไลน์จากร้านผ่านอินเตอร์เน็ต ทั้งนี้ ตัวเลขการเติบโตในธุรกิจดังกล่าวในปี 2559 มีมูลค่าอยู่ที่ 9,622 ล้านบาท โดยดาดว่าในปี 60 จะมีมูลค่าสูงขึ้นอีกกว่า 11,280 ล้านบาท
  • Internet of Things : IoT หรือ อินเทอร์เน็ตทุกสรรพสิ่ง เป็นเทคโนโลยีการเชื่อมโยงสิ่งของหรือ อุปกรณ์ เช่น บ้าน รถยนต์ เครื่องใช้ไฟฟ้าให้สามารถเชื่อมต่อและควบคุมได้ระยะไกลผ่านแอพพลิเคชั่น หรือ บนอินเทอร์เน็ต สำหรับในปีที่ผ่านมา มูลค่าของ IoT อยู่ที่ 50,946 ล้านบาท ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้ธุรกิจดังกล่าวจะเติบโตขึ้นอีกประมาณ 7 หมื่นล้านบาท

อย่างไรก็ดี ในปี 2561 นี้  NEA ได้มุ่งเน้นในการเร่งส่งเสริม การสร้างกลุ่มธุรกิจสตาร์ทอัพ  กลุ่มธุรกิจเริ่มต้น  ตลอดจนผู้ประกอบการในทุกระดับ  ให้สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน ผ่านการพัฒนากิจกรรมและโครงการฝึกอบบรมภายใต้กรอบเนื้อหาใน 5 หลักสูตร รวมกว่า 150 กิจกรรม อันประกอบไปด้วย  หลักสูตร New Economy Amplifier ซึ่งเป็นหลักสูตร เตรียมความพร้อมในการเป็นพี่เลี้ยงให้กับผู้ประกอบการในด้านการดำเนินธุรกิจและการค้ายุคใหม่พร้อมกระจายองค์ความรู้ไปยังทุกพื้นที่ของประเทศได้อย่างทั่วถึง   หลักสูตร New Economy Foundation หลักสูตรที่จะเตรียมพร้อมให้กับผู้ประกอบการมือใหม่ โดยจะส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพให้ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศและการทำธุรกิจต่อยอดสู่การค้าแบบ E-Commerce อย่างมีประสิทธิภาพเหมาะสมกับผู้ประกอบการขนาดเล็กที่เตรียมเติบโตในตลาดโลก หลักสูตร New Economy Driver หลักสูตรขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึง หลักสูตร New Economy Connector หลักสูตรสร้างเครือข่ายการค้าสำหรับผู้บริหาร ซึ่งจะสร้างเวทีเครือข่ายและแลกเปลี่ยนแนวคิดระหว่างบุคลากรชั้นนำทั้งภาครัฐ และเอกชนตามความเหมาะสมในแต่ละกลุ่มภูมิภาค และ  หลักสูตร IT 4 SME (E-Business) หลักสูตรสำคัญในยุคที่ใช้เทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนธุรกิจโดยหลักสูตรจะส่งเสริมสร้างองค์ความรู้ด้าน IT ให้กับผู้ประกอบการ SME ในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยทักษะด้าน E-Business รวมไปถึงความเข้าใจในธุรกิจ และกระบวนการต่างๆ ซึ่งทั้ง 5 หลักสูตรตั้งเป้าไว้ว่าจะผลักดันให้ผู้ประกอบการ และผู้มีความต้องการดำเนินธุรกิจใหม่เข้าร่วมกิจกรรมให้ได้มากกว่า 100,000 ราย

“ล่าสุด NEA สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ซึ่งเป็นหน่วยงานที่มีภารกิจในการบ่มเพาะและให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการจึงได้ทำความตกลงร่วมกับ KX Consulting Enterprise (Knowledge Exchange) ซึ่งเป็นหน่วยงานภาคการศึกษา ภายใต้การบริหารงานของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ซึ่งมีเป้าหมายในการนำความรู้และนวัตกรรมของมหาวิทยาลัยไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งการทำความตกลงร่วมกันครั้งนี้นับเป็นนิมิตหมายที่ NEA และ KX จะรวมการสร้างระบบนิเวศ(Eco-System) เพื่อสร้างผู้ประกอบการสตาร์ทอัพสัญชาติไทย “นายพรวิช กล่าวสรุป

สำหรับผู้ประกอบการและผู้ที่สนใจรายละเอียด สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA) กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์ 02 507 7999 หรือ www.nea.ditp.go.th , facebook.com/nea.ditp