งานดี..ดี ของเด็กวิทย์ มธ. ต้นแบบแอพฯ ‘ดริ๊งเซฟ’ เช็คเมา รู้เวลาสร่างเมา
แม้จะมีการเชิญชวนให้คนไทย “งดเหล้า” ช่วง “เข้าพรรษา” กันทุกปี แต่.. ประเภท “ค่ำไหน เฮนั่น” ฉลองกันได้ทุกเทศกาล ก็ยังมีอยู่เยอะ ดังนั้น เมื่อแอลกอฮอล์เข้าปากกันแล้ว ทำอย่างไรที่จะพอให้สติคิดยับยั้งชั่งใจด้วยวลีว่า “เมาแล้วต้องไม่ขับ”
ข่าวดีๆ ที่มีมาเมื่อไม่นานนี้ เมื่อ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดตัวนวัตกรรมต้นแบบ แอพพลิเคชั่น “ดริ๊งเซฟ” แอพพลิเคชั่นตรวจวัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด พร้อมประเมินสมรรถนะในการขับขี่ และเสนอทางออกในการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลงานนักศึกษาสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ ชั้นปี 4
แอพฯ ดังกล่าว สามารถใช้งานได้ง่ายใน 1 ขั้นตอน เพียงแค่ “เป่าลมหายใจ 5 วิ” เข้าไปที่เซ็นเซอร์ตรวจวัดระดับ แอลกอฮอล์ จากนั้นระบบจะทำการประมวลผลใน 2 นาที พร้อมระบุช่วงเวลาที่ผู้ใช้จะสร่างเมาในทุกๆ ชั่วโมง รวมถึงช่วงเวลาที่สามารถขับขี่รถยนต์กลับบ้านได้อย่างปลอดภัย
![]() |
![]() |


นอกจากนี้ ผู้ใช้งานยังสามารถเลือกขอความช่วยเหลือเพื่อหลีกเลี่ยงการขับขี่ ได้ใน 2 ช่องทาง คือ ติดต่อเพื่อน และ เรียกแท็กซี่
ด้าน ผศ. ดร.ทรงศักดิ์ รองวิริยะพานิช อาจารย์ประจำสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.กล่าวว่า ประเทศไทย ถูกจัดอันดับเป็นประเทศที่มีสถิติการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย โดยที่สาเหตุหลักมาจากการเมาแล้วขับ อันเห็นได้จากตัวเลขการเมาแล้วขับที่พุ่งสูงอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดในช่วงอุบัติเหตุ 7 วันอันตรายของเทศกาลปีใหม่ 2560 มีจำนวนผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตจากสาเหตุดังกล่าวสูงถึง 4,128 และ 478 ราย โดยสูงกว่าปีที่ผ่านมา 17.7% และ 25.7% ตามลำดับ (ที่มา : ศูนย์อำนวยการความปลอดภัยทางถนน ) ทั้งนี้ เพื่อเป็นการช่วยภาครัฐลดสถิติจำนวนผู้เสียชีวิต และผู้บาดเจ็บจากกรณีดังกล่าว คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ.จึงได้พัฒนาต้นแบบแอพพลิเคชัน ‘ดริ๊งเซฟ’ (Drink Safe) แอพฯ วัดปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือด ที่มาพร้อมกับเซนเซอร์ชนิดพกพา ที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับสมาร์ทโฟน เพื่อแยกแยะความสามารถการขับขี่ ใน 2 ระดับ คือ ขับรถได้ (ไม่เกิน 50mg%)และห้ามขับรถ (เกิน 50 mg%) ได้อย่างแม่นยำ ให้ผลเทียบเท่ากับการวัดจากเครื่องตรวจแอลกอฮอล์ของตำรวจ นอกจากนี้ ยังสามารถเสนอทางเลือกในการหลีก เลี่ยงการขับขี่ที่ปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ผศ.ดร.ทรงศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับแอพฯ ดริ๊งเซฟ จะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างสมาร์ทโฟน (Smart Phone) และอุปกรณ์เสริมที่เป็นเซ็นเซอร์ สำหรับตรวจวัดแอลกอฮอล์ (Sensor) เชื่อมต่อกับระบบประมวลผล Arduinoโดยที่ผู้ใช้งานสามารถทดสอบปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดได้ใน 1 ขั้นตอน เพียง “เป่าลมหายใจ เป็นเวลา 5 วินาที” เข้าไปที่เครื่องวัดแอลกอฮอล์ที่ มีการเชื่อมต่อเข้ากับสมาร์ทโฟน จากนั้นระบบจะทำการประมวลผลใน 2 นาที ว่าตรวจพบระดับแอลกอฮอล์ที่เกิน มาตรฐานกฎหมายกำหนดหรือไม่ (โดยต้องไม่เกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ (mg%)) ซึ่งในขณะเดียวกัน แอพฯ ยังคำนวณอัตราการลดระดับของแอลกอฮอล์ในทุกๆ 1 ชั่วโมง เพื่อให้ผู้ใช้ทราบถึงระยะเวลาที่ ตนจะสร่างเมา และสามารถขับขี่ได้อย่างปลอดภัย ยกตัวอย่างเช่น หากเป่าลมหายใจ แล้วมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 62 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ในเวลา 02.52 น. จะพร้อมขับขี่ได้ในเวลา 6.52 น. เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากในกรณีที่แอพฯ ประเมินแล้วว่า มีปริมาณแอลกอฮอล์ในร่างกายเกิน กำหนด จะทำการแสดงฟังก์ชั่นในการเลี่ยงการขับขี่แก่ผู้ใช้งานใน 2 ทางเลือก คือ 1) ติดต่อเพื่อน โดยแอพฯ จะทำหน้าที่เชื่อมกับสังคมออนไลน์อย่าง เฟซบุ๊ก พร้อมทั้งแสดงรายชื่อเพื่อนที่มี ประวัติการใช้งานแอพฯ และมีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดต่ำ กว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และ 2) เรียกแท็กซี่เพื่อใช้บริการรถแท็กซี่สาธารณะ
ผศ.ดร.ทรงศักดิ์ กล่าวด้วยว่า แอพฯ ดังกล่าว ใช้ระยะเวลาในการพัฒนาร่วม 4-5 เดือน และมีต้นทุนในการพัฒนาอยู่ที่ 2,000 บาท โดยเวลาการพัฒนาส่วนใหญ่ใช้ในกา รทดลอง เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างค่าดิจิตอลที่อ่านได้จากเซ็นเซอร์วัดระดับแอลกอฮอล์กับค่าระดับแอลกอฮอล์ในเลือด เพื่อให้เกิดความแม่นยำ ซึ่งเป็นจุดเด่นของงานคือ การใช้เซ็นเซอร์ที่มีราคาไม่สูง แต่ใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และคณิตศาสตร์ในการทดลอง เพื่อหาโมเดลความสัมพันธ์ระหว่างค่าดิจิตอลอ่านจากเซ็นเซอร์กับ ระดับแอลกอฮอล์ในเลือด 
สำหรับ แอพฯ Drink Safe เป็นผลงานของ 2 นักศึกษาสาขาวิทยาการคอมพิวเตอร์ คณะวิทยาศาสตร์ฯ มธ. ได้แก่ นายธรณัส กฤตยานวัช และนายสิรวุฒิ วิรัตนพรกุล ซึ่งปัจจุบันแอพฯ ดังกล่าวได้พัฒนาสำเร็จและสามารถตรวจแยกแยะระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่ระดับต่ำกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ และสูงกว่า50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ ได้แม่นยำ โดยได้ทำการทดลองเทียบกับเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ของตำรวจ พร้อมแสดงผลได้ในทันที (Real Time)
ทั้งนี้ สิ่งที่ทุกคนพึงต้องรู้คือ พระราชบัญญัติจราจรทางบก ฉบับใหม่ ได้กำหนดข้อกฎหมายเกี่ยวกับการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ว่า “ห้ามผู้ขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ ในเลือดเกิน 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์ หากถูกตรวจพบว่ามีระดับแอลกอฮอล์ เกิน จะต้องมีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับตั้งแต่ 10,000 – 20,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ และให้ศาลสั่งพักใช้ใบอนุญาตขับ ขี่ มีกำหนดไม่น้อยกว่า 6 เดือนหรือเพิกถอนใบอนุญาต และเพิ่มมาตรการยึดรถในชั้นศาล ไม่เกิน 7 วัน”
ขณะเดียวกัน ในช่วงเดือนมีนาคม 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับข้อยกเว้นตามคำสั่งนายท เบียนที่ 22/2551 ลงวันที่ 29 กันยายน 2551 ซึ่งเป็นไปตาม กฎกระทรวงฉบับที่ 16 (พ.ศ.2537) ออกตามความในพระราชบัญญัติจราจร ทางบก พ.ศ.2522 โดยกำหนดให้บุคคลซึ่งในขณะขับขี่มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดเกินกว่า 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์นั้นถือว่า เมาสุรา ซึ่งคำสั่งดังกล่าว มีผลใช้บังคับสำหรับการทำสัญญาประกันภัยกับบริษัทประกันภัย นับตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา เป็นต้นไป
ผู้สนใจข้อมูล สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ 02-986-9156 และ 089-476-0105 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ.ศูนย์รังสิต โทรศัพท์ 02-564- 4440-59 ต่อ 2010 เว็บไซต์ www.sci.tu.ac.th



