องคมนตรี มอบถุงพระราชทาน พร้อมทั้งติดตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดพะเยา
เวลาประมาณ 12 นาฬิกา ของวันที่ 28 ตุลาคม 2569 นายพลากร สุวรรณรัฐ ประธานอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคเหนือ หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล องคมนตรี รองประธานกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ พร้อมด้วย นายวัชระ หัศภาค ที่ปรึกษาด้านการพัฒนา สำนักงาน กปร. คณะอนุกรรมการฯ และเจ้าหน้าที่มูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์

ได้เดินทางไปยังฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนบ้านห้วยปุ่ม กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดนที่ 326 ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา
โดยองคมนตรีและคณะได้มอบถุงพระราชทาน ให้แก่กำลังพล 3 หน่วย จำนวน 60 ถุง ประกอบ ด้วย กำลังพลฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนห้วยปุ้มจำนวน 20 ถุง กำลังพลฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนบ้านผาแดงล่างจำนวน 20 ถุง และกำลังพลฐานปฏิบัติการตำรวจตระเวนชายแดนบ้านฮวก จำนวน 20 ถุง
จากนั้นนายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรีได้ให้โอวาทแก่ผู้ปฏิบัติงานว่าพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระราชทานถุงยังชีพมานั้นแสดงว่าทรงมีความห่วงใยเหล่าผู้ปฏิบัติงานและผู้คนที่อยู่ตามแนวชายแดน จึงขอให้ทุกท่านสำนึกและปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมายให้สำเร็จลุล่วงไปด้วยดี
จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังหน่วยจัดการต้นน้ำ และ พัฒนาชุมชนในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ดอยผาหม่น ตำบล ร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา ได้ ปลูก ต้นรวงผึ้ง จำนวน 2 ต้น
แล้วเดินทางไปยังโครงการบ้านเล็กในป่า ใหญ่ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บ้านหนองห้า ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา โดยองคมนตรีและคณะได้มอบเสื้อกันหนาวให้แก่เด็กในพื้นที่จำนวน 65 ตัว จากนั้นได้มอบถุงพระราชทานแก่ราษฎรและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ จำนวน 96 ถุง
ทั้งนี้ องคมนตรี ยังได้รับฟังรายงานผลการ ดำเนิน งานขับเคลื่อนการจัดทำแผนพัฒนาพื้นที่ และ สนับสนุนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ด้วย กระบวนการ One Plan โดยผู้ว่าราชการจังหวัด พะเยา ซึ่งขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริของจังหวัดพะเยากรอบระยะเวลา5ปี

ที่ปรึกษาอนุกรรมการฯได้แนะนำให้เน้นดำเนินการตามพระราชปณิธานก่อนแล้วค่อยขยายผล สำหรับแผนการขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ5ปีนั้น ให้ดำเนินงานส่วนที่ต้องเร่งด่วนก่อน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือต้องทำความเข้าใจกับส่วนราชการต่างๆและประชาชนให้รับรู้แผนงานโครงการเพื่อจัดทำให้ถูกต้องชัดเจน และประชาชนร่วมดำเนินงาน อีกทั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องจัดสรรงบประมาณมาร่วมดำเนินโครงการด้วย
จากนั้นองคมนตรีได้รับฟังบรรยายสรุปผลการดำเนินงานโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่ฯบ้านหนองห้า พบว่าสามารถฟื้นฟูป่า 5,796 ไร่ และสร้างฝายชะลอความชุ่มชื้น เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศและป่าต้นน้ำ อีกทั้งอบรมราษฎรในพื้นที่ให้ร่วมกันป้องกันไฟป่า
ในโครงการมีราษฎร 13ครัวเรือน รวม53คนประกอบด้วย 4กลุ่มชาติพันธุ์ คือ เย้า อาข่า มูเซอ และกะเหรี่ยง มีผู้ที่อ่านออกเขียนได้ 72% ทั้งนี้การส่งเสริมอาชีพนั้นได้มีการปลูกกาแฟทั้งผลิตและแปรรูป ในปี2568คิดเป็นมูลค่ารวม 2,303,560บาท ส่งเสริมการทำนาขั้นบันได ปลูกข้าวพันธุ์น้ำรู ปลูกพืชเมืองหนาวและสมุนไพร ส่งเสริมการเลี้ยงหมู ไก่พื้นเมือง และผึ้งโพรงในสวนกาแฟ รวมทั้งรวมกลุ่มผลิตผ้าปักและผ้าทอของราษฎร 4กลุ่มชาติพันธุ์ ปี2568มีสมาชิก 9คน สร้างรายได้รวม69,800บาท
เมื่อวันที่ 28 มกราคม 2545 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ขณะทรงดำรงพระอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช ฯ สยามมกุฎราชกุมาร โดยเสด็จ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ไปทอดพระเนตรพื้นที่แนวชายแดน บริเวณดอยยอดห้วยน้ำลาว บ้านเย้าหนองห้า ทรงพบว่าพื้นที่บริเวณดังกล่าวได้ถูกบุกรุกแผ้วถางป่าเป็นพื้นที่กว้างขวางบางส่วนของพื้นที่มีการปลูกพืชเสพติดประกอบกับมีปัญหาด้านความมั่นคง จึงมีพระราชดำริให้ราษฎรไทยภูเขาเผ่าต่างๆ ที่ได้เคยถวายฎีการ้องทุกข์ ขอพระราชทานความช่วยเหลือเรื่องที่ทำกิน เข้ามาช่วยฟื้นฟูสภาพป่าบริเวณบ้านหนองห้า เพื่ออนุรักษ์แหล่งต้นน้ำลำธาร โดยจะดำเนินการขอใช้พื้นที่ของกรมป่าไม้จัดทำเป็น “โครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่” และมูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพ ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง จะให้การสนับสนุนฝึกอบรมศิลปาชีพ และปลูกฝังความรู้เรื่องการเกษตรการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติให้แก่ราษฎรที่จะเข้ามาอยู่ในพื้นที่ดังกล่าว ให้คนอยู่ร่วมกับป่าได้อย่างผสมกลมกลืน โดยคนเป็นผู้พิทักษ์รักษาป่า และป่าให้ความร่มเย็น ทั้งยังเป็นแหล่งผลิตอาหารของคน
ขอบคุณกองประชาสัมพันธ์
สำนักงาน กปร.

